วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วัดดงมูลเหล็ก




"วัดดงมูลเหล็ก" ตั้งอยู่เลขที่ 69 ซ.วัดดงมูล เหล็ก (อิสรภาพ 39) ถ.อิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 5 ไร่ 81 ตารางวา โฉนดเลขที่ 19172 ระวาง

ตามประวัติ ผู้ใดเป็นผู้สร้างหรือสร้างเมื่อใด ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เพียงแต่ทราบจากคําบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมชื่อ "วัดน้อยนางทํา" หรือ "วัดพระยาทํา"

สันนิษฐานว่าสร้างในปลายรัชสมัยพระเจ้ากรุง ธนบุรี เนื่องจากสังเกตได้จากก้อนอิฐที่รื้อจากอุโบสถหลังเก่า เป็นชนิดเดียวกับที่รื้อจากอุโบสถวัดละครทํา ลักษณะและขนาดคล้ายกับก้อนอิฐวังโบราณ จ.พระนครศรีอยุธยา กับทั้งรูปทรงอุโบสถเก่าเหมือนกับอุโบสถหลังเก่าวัดละครทำ ที่รื้อลงแล้วและเหมือนกับรูปทรงกุฏินายสังข์ วัดสังข์ กระจาย ซึ่งมีประวัติว่าสร้างในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 




ครั้งเวลาต่อมาประชาชนพากันเรียก ชื่อ วัดดงมูลเหล็ก ตามสภาพแวดล้อมที่ปรากฏ คือ ต้น ขี้เหล็กที่ขึ้นในบริเวณวัดจํานวนมากมาย ซึ่งมีสรรพคุณทางยาแผนโบราณและเป็นอาหารพื้นบ้าน มาบัดนี้ไม่มีแล้ว แต่ชาวบ้านยังเรียกชื่อ วัดดงมูลเหล็ก สืบต่อมาถึงปัจจุบัน

บรรยากาศภายในวัดดงมูลเหล็ก ถึงแม้จะไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวาง แต่บริเวณรอบวัดโดยรวม มีต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกภายในวัดอยู่หลายต้นด้วยกัน สร้างความร่มรื่นเย็นสบายเป็นอันมาก ภายในวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนวัดนาคกลางอีกด้วย

วัดดงมูลเหล็ก ตั้งอยู่ในชุมชน ติด กับโรงเรียนและตลาด จะมีความคึกคักตลอดทั้งวัน รวมไปถึงตอนกลางคืนด้วย

และถึงจะมีพ่อค้า-แม่ค้ามาวางขายของหน้าวัดดงมูลเหล็กบ้าง แต่ก็ไม่ได้สร้างความสกปรกเสียหายภายในวัดแต่อย่างใด

บริเวณด้านหน้าวัด เป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ มีความสวยงามและสะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบการทำความสะอาดเป็นอย่างดี



ข้อมูลจาก http://board.palungjit.com

วัดครุฑ

สถานที่ตั้ง
ตั้งอยู่เลขที่ 4 ถนนอิสรภาพ แขวงช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย  กรุงเทพมหานคร    สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 18 ไร่ 2 ตารางวา
ความเป็นมา
พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มนํ้าท่วมถึงในฤดูนํ้าหลากเพราะตั้งอยู่ริมคลองมอญ มีถนนเข้าถึงวัดผ่านเข้าทางวัดชิโนรสารามซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชิดกันภายในวัดมีอาคารเ สนาสนะต่าง ๆ ดังนี้
พระอุโบสถ กว้าง 8.25 เมตร ยาว 29.45 เมตร สร้างด้วยอิฐฉาบปูน วิหารกว้าง 5.70 เมตร ยาว 11.20 เมตร ศาลาการเปรียญกว้าง 8 เมตร ยาว 16 เมตร สร้างด้วยไม้ 2 ส่วนกุฏิสงฆ์มี 5 หลังเป็นอาคารไม้ นอกจากนี้หอระฆัง สร้างด้วยไม้กว้าง 2 เมตร สูง 6.80 เมตร
วัดครุฑสร้างเมื่อใดไม่ปรากฏแต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จดหมายเหตุของราชทูต พระเจ้าหลุยส์ที่14แห่งประเทศฝรั่งเศสที่นำราชสาสน์มาถวายสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพ.ศ.2216และได้ไปเยี่ยมชาวฝรั่งเศสที่เมืองธนบุรี พบว่ามีวัดต่าง ๆ เช่น วัดนวลนรดิศ วัดครุฑ วัดเงิน วัดทอง เป็นต้น จึงสันนิษฐานได้ว่า วัดครุฑคงสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2207 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2210 และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยมีสมเด็จพระนพรัตน์ วัดพระเชตุพนฯ มาทำ การบูรณะปฏิสังขรณ์ด้วย
วัดครุฑ ได้รับการบูรณะให้รุ่งเรื่องขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา หลังจากที่พระเทพเมธีเจ้าคณะจังหวัดธนบุรีในคณะนั้นได้พิจารณาไม่อนุมัติให้ ยุบวัดครุฑเพื่อรวมเข้ากับวัดชิโนรสารามและได้แต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดครุฑตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2513

วัดชิโนรสาราม


วัดชิโนรสาราม วรวิหาร
  พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

   วัดชิโนรสารามวรวิหาร (วัดชิโนรส) ตั้งอยู่ริมคลองมอญ ติดถนนอิสรภาพ ตรงข้ามกับกรมอู่ทหารเรือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโรรส เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ทรงสร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๓๗๙
   ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างปั้นและเขียนรูปนาคไว้ทั่วไปเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งพระนามเดิม ของสมเด็จฯกรมพระปรมานุชิตชิโนรส คือ พระองค์เจ้าวาสุกรี และให้ปั้นรูปพระมหามงกุฎ ลงรักปิดทองไว้เหนือเรือนแก้วหลังพระประธานในพระอุโบสถ
   พระอุโบสถวัดชิโนรสารามวรวิหาร มีศิลปะผสมแบบสมัยรัชกาลที่ ๓ คือ หลังคามุงกระเบื้องประดับช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับปูนปั้นเป็นรูปกิ่งไม้ ดอกไม้ มีเทพพนมครึ่งองค์อยู่ตรงกลาง ปิดทองประดับกระจก บานประตูหน้าต่างภายในเขียนลายฮ่อ หรือลายโต๊ะจีน ภายนอกเขียนลายรดน้ำรูปนาคดั้นเมฆ บานประตูกลางด้านนอกเขียนรูปเซี่ยวกางเหยียบนาคถือพัดแฉก เพดานสีแดงเขียนรูปนาคลายฉลุปิดทอง
   จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถที่นับว่าแปลกกว่าที่อื่น คือ ช่วงหน้าพระประธานระดับหน้าต่างเขียนภาพแผนที่วัดชิโนรส แผนที่คลอง แม่น้ำ และแผนที่พระบรมมหาราชวัง นอกนั้นเขียนเป็นภาพวัดต่าง ๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าลวดลายและภาพวาดเหล่านี้ของเดิมลบเลือนไปเกือบหมดแล้ว
ข้อมูลจากเว็บไซต์ธรรมมะไทย 

วัดใหม่ยายแป้น





"วัดใหม่ยายแป้น" ตั้งอยู่เลขที่ 63 ถนน - แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

พื้นที่ตั้งวัด เป็นที่ราบลุ่มมีถนนสายบางขุนนนท์  เป็นทางคมนาคมได้สะดวก อาคารเสนาสนะมีอุโบสถกว้าง 9 เมตร ยาว 23 เมตร กุฏิสงฆ์ จำนวน 8 หลัง เป็นอาคารไม้ 2 หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 หลัง ศาลาการเปรียญกว้าง 11 เมตร ยาว 23.30 เมตร เป็นอาคารไม้ หอระฆังคอนกรีต

วัดใหม่ยายแป้น สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2390 ในรัชกาลที่ 3 สันนิษฐานตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า คุณยายแป้นเป็นผู้บริจาคที่ดินและสร้างวัด





หลักฐานซึ่งจารึกชื่อไว้ที่ระฆังใบเก่าแก่ของวัด สร้างไว้ พ.ศ. 2392 บนหลังคาอุโบสถหลังเก่ามีไก่ 2 ตัว เป็นสัญลักษณ์ว่าสร้างเสร็จในปีระกา พ.ศ. 2391 ดังนั้น เกี่ยวกับนามวัดแห่งนี้ ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดใหม่ยายแป้น"

วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. 2392 
เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 4 เมตร ยาว 23 เมตร

บรรยากาศในบริเวณวัดใหม่ยายแป้น ถือว่ามีความสงบร่มรื่นพอสมควร กุฏิสงฆ์เป็นไม้ทรงไทย ตั้งไว้เป็นหมู่แถวอย่างมีระเบียบ มีความสะอาดตา

สำหรับต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกภายในวัด มีอยู่หลายต้นด้วยกัน สร้างความร่มรื่นเย็นสบาย เป็นอันมาก

ด้วยสภาพภายในวัดใหม่ยายแป้น ด้านหน้าทางเข้าวัด อยู่เยื้องติดกับชุมชนบางขุน นนท์ มีร้านค้าแผงลอยตั้งเป็นจำนวนมาก อีกทั้งวัดเป็นทางผ่านเชื่อมต่อระหว่างชุมชน ทำ ให้วัดมีความคึกคักพอสมควร

ข้อมูลจาก Oknation

วัดศรีสุดาราม


wpe20.jpg (24545 bytes)
วัดศรีสุดาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหารตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฝั่งตะวันตก เลขที่ 83 แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 13 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา
ประวัติความเป็นมา
วัดนี้เดิมเป็นวัดโบราณ ชื่อวัดชีปะขาว หรือวัดชีผ้าขาว บางทีเรียกวัดปะขาวก็มี สันนิษฐานว่าสร้างมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ซึ่งเป็นพระพี่นางเธอของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์มาแต่ในรัชกาลนั้น ครั้นล่วงมาน้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้ามาจนถึงหน้าพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาขุนมนตรีเป็นแม่กองสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่โดยเลื่อนขึ้นจากที่เดิม ทรงโปรดให้เจ้าพนักงานปักกำหนดเขตรอบโรงพระอุโบสถลงใหม่ใช้แทนวิสุงคามสีมาเดิม โดยให้มีความยาว 15 วา กว้าง 7 วา แล้วโปรดให้ลงเขื่อนหน้าวัด เพื่อป้องกันน้ำเซาะตลิ่งจนเป็นผลสำเร็จ ครั้นการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดศรีสุดาราม ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ทั้งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชอัยยิกาเจ้าของพระองค์ ทรงสถาปนาพระราชทานไว้ตั้งแต่วันจันทร์ขึ้น 1ค่ำ เดือน 12 ปีเถาะ นพศกพุทธศักราช 2410 เป็นปีที่ 15 ในรัชกาล (ปลายรัชกาล) ตามพระราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมา ซึ่งมีหลักฐานอยู่ในพระอุโบสถ (พระอุโบสถหลังเก่าปรากฏเป็นวิหาร อยู่หน้าพระอุโบสถปัจจุบัน)
บริเวณที่ตั้งวัด
วัดมีเนื้อที่ทั้งหมด 13 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา แบ่งเป็นเขตพุทธาวาส และ สังฆาวาส เฉพาะส่วนที่เป็นธรณีสงฆ์ มีจำนวน 5 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา เมื่อก่อนใช้ศาลาการเปรียญเป็นโรงเรียนชั้นประถมศึกษาวัดศรีสุดาราม สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ครั้นต่อมาได้เปลี่ยนสังกัดไปเป็นโรงเรียนเทศบาลของเทศบาลนครธนบุรีในบัดนี้ได้สร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่ด้านหลังพระอุโบสถเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยเงินงบประมาณจำนวน 250,000 บาท ซึ่งยังคงเปิดสอนอยู่ ปัจจุบันนี้เป็นโรงเรียนประถมสังกัดกรุงเทพมหานคร
wpe21.jpg (4273 bytes)
วัดนี้เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศึกษาของสุนทรภู่ กวีเอกของโลก เมื่อครั้งเยาว์วัย เพราะท่านได้เขียนไว้ในนิราศสุพรรณ (บทที่ 24) ว่า
         วัดปะขาวคราวรุ่นรู้                      เรียนเขียน
      ทำสูตรสอนเสมียน                         สมุดน้อย
      เดินระวางระวังเวียน                        หว่างวัดปะขาวเอย
      เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย                     สวาทห้องกลางสวน
อนึ่ง สุนทรภู่ยังได้เอ่ยถึงวัดนี้อีกในนิราศพระประธม นอกจากนี้กวีโบราณท่านอื่น ๆ เช่น พระบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิทนายมี และ หลวงจักรปราณี (มหาฤกษ์) ก็ได้เคยกล่าวถึงวัดนี้ในเรื่องนิราศต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 วัดศรีสุดารามก็ได้รับการทะนุบำรุงอีก ดังปรากฏว่ามีการสร้างสะพานข้ามคลองแบบเก่า ซึ่งมีศาลาไม้หลังเล็ก ๆ คล่อมอยู่กึ่งกลางสะพานที่หน้าจั่วของศาลานั้นจารึกไว้ว่าสร้างเมื่อ ร.ศ. 128 ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 5 หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่าวัดนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์อีกเมื่อใดจนกระทั่งถึงรัชกาลปัจจุบันจึงมีการบูรณะปฏิสังขรณ์และก่อนสร้างเสนาสนะต่าง ๆ อาทิพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์  เขื่อนหน้าวัด และ ถาวรวัตถุอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกจำนวนมาก
ปูชนียวัตถุ ถาวรวัตถุ และเสนาเสนาะต่าง ๆ
  1. พระประธานในพระอุโบสถ ปางปลงพระชนมายุสังขาร ไม่มีพระโมฬี มีแต่พระรัศมีประทับนั่งวางพระหัตถ์ทั้งสองบนพระเพลา   หน้าตักกว้าง 2 ศอก 1คืบ   มีพระสาวก 8 8 องค์ นั่งประนมพระหัตถ์เบื้องพระพักตร์พระประธาน   พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงสร้างพร้อมกับการสร้างพระอุโบสถ
  2. พระศรีอารีย์   หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์   หน้าตักกว้าง 2 ศอก   ลักษณะนั่งมารวิชัยพระหัตถ์ซ้าวยวางบนพระเพลา    พระหัตถ์ขวา ถือพัด เป็นลักษณะพระสาวก ประดิษฐานอยู่ที่หอไตร
  3. พระเจดีย์ 5 องค์ อยู่แถวเดียนวกันด้านหลังพระอุโบสถ
  4. พระปรางค์ 2 องค์ ทรงไทยโบราณ หน้าบันเป็นรูปเทพนม ลานก้านขดมีคันทวยรอบ หน้าต่างเป็นรูปซุ้ม หน้าจั่วเป็นรูปเทพนม ช่อฟ้าใบระกานาคเอี้ยว กระจังติดประดับ
  5. พระวิหาร เดิมเป็นพระอุโบสถหลังเก่า ดัดแปลงเป็นวิหารมีลักษณะเป็น 8 เหลี่ยม ต่อมาสมเด็จพระมาหสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้รื้อแล้วสร้างขี้นใหม่ในลักษณะคล้ายพระอุโบสถ ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันเป็นพาน 2 ชั้น มีรูป "ปิ่น" ประดิษฐานไว้บนพาน หมายถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และ มีพระพุทธรูปปางทรงเครื่องอยู่รวมกันหลายองค์
  6. หอไตร ก่อด้วยอิฐถือปูน มีระเบียง 4 ด้าน หลังคามุงกระเบื้อง
  7. ศาลาการเปรียญ สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา ได้ปฏิสังขรณ์ติดต่อกันมาโดยตลอด
  8. กุฏิสงฆ์ ไม่มีกุฏิถาวร ปัจจุบันทางวัดเริ่มพัฒนาปรับปรุงขึ้นมาตามลำดับด้วยแรงศรัทธาของประชาชน
    9.  รูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบางกอกน้อย

วัดภาวนาภิรตาราม


"วัดภาวนาภิรตาราม" ตั้งอยู่เลขที่ 187 ริมคลองบาง กอกน้อย แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีพื้นที่ 7 ไร่ 3 งาน 20 ตารางวา

วัดภาวนาภิรตาราม เดิมมีนามว่า "วัดใหม่วินัยชำ นาญ" เป็นวัดเก่าที่สร้างโดยสามัญชนในสมัยรัชกาลที่ 5 ในพระราชบัญญัติของสงฆ์วัดนี้มีอายุมากกว่า 200 ปี เจ้าของที่ดิน คือ ตระกูลหลวงชำนาญ สร้างขึ้นและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ.2429 สมัยรัชกาลที่ 5 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร

ต่อมา พ.ศ.2455 รัชกาลที่ 6 เสด็จฯ มาพระราชทานผ้าพระกฐินเป็นการส่วนพระองค์ และได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดภาวนาภิรตาราม" ในปี 2538 เกิดอุทกภัยนํ้าท่วมใหญ่ ทำให้อาคารเสนาสนะต่างๆ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก



อุโบสถวัดภาวนาภิรตาราม มีจิตรกรรมฝาผนังเขียนโดยช่างฝีมือท้องถิ่นในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเรื่องทศชาติ ในแต่ละภาพจะสอดแทรกชีวิตประจำวันของชาวบ้าน รถเจ๊ก ศาลเจ้า และทหารในเครื่องแบบชาวตะวันตก เสมือนเป็นภาพที่บันทึกประวัติศาสตร์ของยุคได้เป็นอย่างดี เทคนิคการเขียนภาพได้รับมาจากตะวันตก โดยการระบายสีที่เกิดเป็นมิติในภาพ

ปัจจุบันนี้วัดภาวนาภิรตาราม เป็นวัดราษฎร์

สำหรับบรรยากาศภายในวัดภาวนาภิรตาราม มีพื้นที่กว้างขวาง แต่บริเวณรอบวัดโดยรวม มีต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกภายในวัดอยู่หลายต้นด้วยกัน สร้างร่มรื่นเย็นสบายเป็นอันมาก

วัดภาวนาภิรตาราม อยู่ในย่านชุมชนใหญ่ มีชาวบ้านพักอาศัย และมีเส้นทางสัญจรไปมาสะดวก ทำให้มีผู้คนเดินผ่านเข้า-ออก ภาย ในวัดเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้อึกทึกเสียงดัง

บรรยากาศภายในวัดค่อนข้างร่มรื่น แม้ต้นไม้ใหญ่จะมีจำนวนไม่มาก ส่วนหน้ากุฏิพระสงฆ์แต่ละคณะ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ จัดตั้งถังขยะไว้ตามจุดต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ

บริเวณด้านหน้าวัด เป็นที่ตั้งของอุโบสถ มีความสวยงามและสะอาดสะอ้าน แสดงให้เห็นถึงการจัดระบบการทำความสะอาดเป็นอย่างดี มีคนมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเป็นประจำ

ส่วนเรื่องสถานที่จอดรถ สำหรับเข้ามาติดต่อกิจธุระกับทางวัด มีระบบการจัดการที่ดีมาก ด้วยวัดมีพื้นที่กว้างขวาง ทำให้เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม บริเวณเยื้องไปด้านหลังของอุโบสถวัดภาวนาภิรตาราม ที่เป็นลานว่างติดกับคลองบางกอกน้อย มีกองไม้ใหญ่ทิ้งไว้ระเกะระกะ

ท่ามกลางความร่มรื่นสงบ แต่ถูกผสมกับภาพกองไม้ จนทำให้ทัศนียภาพของวัด ต้องถูกลดทอนลงไป

ข้อมูลจาก เว็บไซต์ข่าวสด

วัดรวกสุทธาราม

 
สถานที่ตั้ง
ตั้งอยู่เลขที่ 387 ถนนจรัลสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย
กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา
พื้นที่ตั้งวัด
เป็นที่ราบลุ่มเดิมเป็นที่สวนราษฎรมีซอยวัดรวกสุทธารามแยกจากถนนจรัลสนิทวงศ ์เข้าถึงวัดการคมนาคมสะดวก ภายในบริเวณที่ตั้งวัดมีกำ แพงล้อมรอบ หน้าวัดอยู่ทางด้านทิศใต้ติดกับซอย ทิศเหนือและตะวันออกมีประตูด้านละ 1 ช่อง ทิศใต้และตะวันตกมีด้านละ2 ช่อง อาคารเสนาสนะมีอุโบสถกว้าง 6.50 เมตร ยาว 19 เมตร สร้าง พ.ศ. 2448 หน้าบันประดับด้วยถ้วยชามสังคโลก มีกำ แพงแก้วโดยรอบ กุฎีสงฆ์จำ นวน 7 หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม่ 2 หลัง ศาลาการเปรียญกว้าง 11.40 เมตร ยาว 15.70 เมตรสร้าง พ.ศ. 2493 วิหารหลวงพ่อดำ ฌาปนสถาน หอระฆัง สำ หรับปูชนียวัตถุมีพระพุทธรูปซึ่ง
เป็นพระประธานในอุโบสถศิลปะสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 43 นิ้ว เนื้อสัมฤทธิ์“ หลวงพ่อดำ ” ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 14 นิ้ว พระประธานในอุโบสถหลังเก่าหน้าตักกว้าง 29 นิ้ว
ประวัติวัดรวกสุทธาราม
วัดรวกสุทธาราม สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2350 ในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2449 คุณนายตลับกับคณะได้มาสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ และต่อจากนั้นมา
ก็ได้บูรณะพัฒนาทำ ให้วัดเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นตามลำ ดับ เกี่ยวกับนามวัดแต่เดิมนั้นมีนามว่า “วัดบางขุนศรี” ตามชื่อแขวงท้องที่ตั้งวัด ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “ วัดรวกสุทธาราม” วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาประมาณ พ.ศ. 2446 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 8 เมตร ยาว 20 เมตร